แผนกลยุทธ์ สมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทยฯ พ.ศ. 2554 – พ.ศ. 2558

สมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สวท) เป็นองค์กรสาธารณประโยชน์ ที่มีบทบาทส่วนสำคัญในการริเริ่มและสนับสนุนการวางแผนครอบครัวของประเทศไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 จนปัจจุบันการดำเนินงานของสมาคมฯ เริ่มเข้าสู่ทศวรรษที่ 5 ทั้งได้เข้าเป็นสมาชิกสมบูรณ์ของสหพันธ์การวางแผนครอบครัวระหว่างประเทศตั้งแต่ปี พ.ศ. 2520

ประเทศไทยประสบความสำเร็จเป็นอย่างดียิ่ง ในการชะลออัตราเพิ่มของประชากรมาแล้วในระยะที่ผ่านมา ส่งผลให้การเพิ่มของประชากรอยู่ในระดับต่ำ และเนื่องจากความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของสภาวะเศรษฐกิจ สังคม การเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสื่อสารด้วยเทคโนโลยี มีผลกระทบทำให้ประเทศไทยประสบกับปัญหาสังคมต่างๆ หลายด้าน สวท จึงได้กำหนดแผนกลยุทธ์ สำหรับการดำเนินงานในระยะ 5 ปี พ.ศ. 2548 - พ.ศ.2552 ขยายขอบเขตการดำเนินงานเพื่อครอบคลุมการพัฒนาด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ โดยกำหนดประเด็นยุทธศาสตร์มุ่งเน้นแผนการใช้ทรัพยากรและความถนัดชำนาญเฉพาะทาง เพื่อสนองความต้องการของประชากรโดยให้ลำดับความสำคัญแก่กลุ่มประชากรผู้ด้อยโอกาสที่ยังขาดการดูแลอย่างทั่วถึงด้วยกลวิธีที่ สวท ได้พัฒนาจนเป็นวิธีที่ก้าวนำในการพัฒนาสังคม รวมทั้งการสร้างเครือข่ายเข้าถึงชุมชนและสื่อมวลชนในเรื่องวัยรุ่นและเยาวชน โรคเอดส์ การตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อม การเข้าถึงความรู้ ข้อมูลข่าวสาร และบริการอนามัยการเจริญพันธุ์ การสร้างการยอมรับและสนับสนุน ตลอดทั้งการบริหารจัดการและการพัฒนาองค์กร เพื่อให้การดำเนินงานบรรลุเป้าหมายตามประเด็นยุทธศาสตร์ที่วางไว้

แผนกลยุทธ์ของ สวท ปี พ.ศ. 2554 – พ.ศ. 2558 นี้เป็นแผนกลยุทธ์ ฉบับที่ 2 เกิดขึ้นจากการประเมินสถานการณ์ด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ในประเทศไทยของประชากรกลุ่มต่างๆ รวมถึงกลุ่มผู้ด้อยโอกาสด้วยเหตุทางด้านสัญชาติผสมผสานกับการประเมินผลการดำเนินงานตามแผนกลยุทธ์ฉบับแรก พ.ศ. 2548 – 2552 ซึ่งเป็นแผนกลยุทธ์ระยะเวลา 5 ปี แต่ความผันผวนทางการเมืองนำไปสู่สภาวะ ‘รักษาการณ์’ทางนโยบายการบริหารประเทศเป็นเวลากว่า 1 ปี สวท จึงขยายระยะเวลาของแผนกลยุทธ์ฉบับแรกออกไปอีก 1 ปี สิ้นสุดในปี พ.ศ. 2553  แผนกลยุทธ์ฉบับนี้เกิดขึ้นด้วยความร่วมมือในการจัดทำของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง กล่าวคือ คณะกรรมการสวท กรรมการที่ปรึกษา สมาชิกสวท อาสาสมัคร เยาวชน เจ้าหน้าที่สวท และผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทั้งที่เป็นหน่วยงานให้การศึกษา วิจัย หน่วยงานปฏิบัติ  แหล่งผู้ให้ทุน ตลอดจนประชาชนในพื้นที่เป้าหมาย ร่วมให้ความเห็นและข้อเสนอแนะ

สถานการณ์ด้านสุขภาพทางเพศและอนามัยการเจริญพันธุ์ในประเทศไทย

อนามัยการเจริญพันธุ์ถือเป็นคุณภาพชีวิตด้านหนึ่งของประชากรที่ครอบคลุมสุขภาวะของการเจริญพันธุ์ สุขภาพทางเพศ ทั้งด้านร่างกายและจิตใจซึ่งเกี่ยวพันซับซ้อนกับสภาพสังคม พฤติกรรมทางเพศ มิติหญิง – ชาย ของประชากรทุกวัยตั้งแต่ปฏิสนธิจนถึงสูงอายุ การส่งเสริมและพัฒนางานด้านสุขภาพทางเพศและอนามัยการเจริญพันธุ์จึงจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนรวมถึงการร่วมเป็นภาคีเครือข่ายการพัฒนาระหว่างประเทศ ซึ่งจะสะท้อนภาพพจน์ของประเทศในระดับสากลด้วยว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับงานพัฒนาอนามัยการเจริญพันธุ์ และคุ้มครองสิทธิของประชากรกลุ่มต่างๆ รวมทั้งการส่งเสริมสิทธิอนามัยการเจริญพันธุ์ของสตรี และความเท่าเทียมกันระหว่างเพศ

การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยีและการวางแผนครอบครัวที่แพร่หลาย ส่งผลให้อัตราการเพิ่มของประชากรชะลอตัวและลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งปัจจุบัน อัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรไทยอยู่ที่ร้อยละ 0.5 และมีแนวโน้มลดลงอีกในช่วงระยะเวลา 10 ปีข้างหน้า แต่ปรากฏการณ์อันไม่พึงปรารถนากลับทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น กล่าวคือปัญหาครอบครัวที่ขาดความเป็นปึกแผ่นที่ส่วนหนึ่งมีสาเหตุจากความบีบคั้นทางเศรษฐกิจ สภาพครอบครัวแตกแยก สตรีและเด็กถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกกระทำรุนแรงทั้งต่อร่างกายและจิตใจ ซึ่งส่งผลกระทบต่ออนามัยการเจริญพันธุ์อย่างชัดเจน ทั้งนี้ได้มีความพยายามกำหนดมาตรการ กลวิธีและการบูรณาการให้ได้ผลเพื่อป้องกันสภาวะ “คนเพิ่มน้อยแต่ด้อยคุณภาพ” ในการพัฒนาประชากร ซึ่งยังต้องส่งเสริมให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างจริงจัง

ในเรื่องอนามัยแม่และเด็กซึ่งเป็นการพัฒนาคุณภาพประชากรตั้งแต่การเกิดนั้น พบว่าในแต่ละปีมีมารดา ที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี ประมาณ 2,500 ราย อายุระหว่าง 15-18 ปี กว่า 84,000 ราย และอายุระหว่าง 19-20 ปี อีกกว่าร้อยละ 20 ทั้งนี้สตรีในอายุระหว่าง 15-20 ปี ยังถือว่าเป็นอายุที่ยังไม่เหมาะกับการตั้งครรภ์และเลี้ยงดูบุตร  สำหรับการคลอดยังพบว่ากว่าร้อยละ 5 ไม่ได้รับการดูแลจากบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ซึ่งเสี่ยงต่อสุขภาพมารดาและทารก อีกทั้งยังพบภาวะสตรีตั้งครรภ์ขาดสารไอโอดีน ซึ่งมีผลต่อสุขภาพของทารกในครรภ์ แท้ง พิการ หรือส่งผลต่อระบบประสาทและการเรียนรู้ ปัจจุบันมีทารกที่คลอดแล้วมีน้ำหนักแรกคลอดต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานกว่าร้อยละ 9 หรือประมาณ 70,000 รายต่อปี ทั้งนี้ยังไม่รวมปัญหาอื่นๆ เช่น ความพิการ การติดเชื้อจากมารดา หรือมีลักษณะผิดปกติอีกจำนวนมาก ในแต่ละปีมีทารกที่คลอดติดเชื้อเอดส์จากมารดา ประมาณ 240 ราย นอกจากนี้มีทารกที่คลอดแล้วเสียชีวิตก่อนมีอายุครบปีไม่ต่ำกว่าปีละ 10,000 ราย  และมีมารดาเสียชีวิตอันเนื่องมาจากการตั้งครรภ์และการคลอดมากกว่า 400 รายต่อปี

ในแต่ละปีมีสตรีตั้งครรภ์ประมาณไม่น้อยกว่า 1 ล้านคน แต่มีเด็กเกิดเพียงประมาณ 8 แสนคนเท่านั้น จึงอนุมานได้ว่ามีการปฏิสนธิจนตั้งครรภ์อีก 2 – 3 แสนรายที่ต้องยุติไปด้วยการแท้ง และพบว่ามีสตรีเข้ารับการรักษาพยาบาลจากภาวะแทรกซ้อนเนื่องจากการแท้งบุตรกว่า 20,000 ราย แสดงถึงสถานการณ์จากการตั้งครรภ์ที่ยังไม่พร้อมและไม่ตั้งใจมีอยู่เป็นจำนวนมาก รวมทั้งสภาวะการแท้งที่ไม่ปลอดภัยอีกจำนวนที่ค่อนข้างมาก เช่นกัน

การตั้งครรภ์โดยไม่ตั้งใจซึ่งกลายเป็นการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัญหาความรุนแรงในครอบครัว การล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กและสตรีดังปรากฏเป็นรายงานข่าวตามสื่อมวลชน   และคดีความเพิ่มมากขึ้น ประมาณกันว่าเหตุที่เกิดขึ้นจริงน่าจะมีจำนวนที่สูงกว่ามากและด้วยอิทธิพลของโลกาภิวัฒน์ สภาพทางสังคมที่เปลี่ยนแปลง ผนวกกับความเปราะบางของสถาบันครอบครัวเป็นแรงหนุนให้เยาวชนมีพฤติกรรมที่โน้มเอียง ล่อแหลมต่อการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันสมควร ซึ่งเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์และการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และเอดส์ พบว่าถึงแม้จำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่โดยรวมจะลดลงแต่กลับมีจำนวนเพิ่มขึ้นในกลุ่มเยาวชนและแม่บ้าน

ปัจจุบันการพัฒนาในด้านต่างๆ โดยเฉพาะทางการแพทย์และการรักษาพยาบาลมีผลให้อายุขัยของประชากรเพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับอัตราการเกิดของประชากรที่มีจำนวนลดลงทำให้สัดส่วนของประชากรตามอายุ มีผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว กล่าวคือผลการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2550 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าประชากรสูงอายุของประเทศไทยเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 10.7 ของประชากรทั้งประเทศ และจากการสำรวจสุขภาพจิตคนไทย ปี พ.ศ. 2551 ตามรายงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติ  พบว่าผู้สูงอายุมีคะแนนเฉลี่ยสุขภาพจิตตามแบบประเมินของกรมสุขภาพจิตต่ำกว่าประชากรในวัยอื่นและต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานของสุขภาพจิตคนทั่วไปถึงกว่า ร้อยละ 20 และสูงกว่าประชากรวัยอื่นเช่นกัน ทั้งนี้นอกจากการเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง  การเสื่อมถอยของสมรรถภาพทางกาย รวมทั้งการลดหรือสูญเสียบทบาททางเศรษฐกิจและสังคม นำไปสู่โรควิตกกังวลและเครียด โรคจิต สมองเสื่อม ซึมเศร้าและการติดสารเสพติด ภาวะของกลุ่มประชากรกลุ่มนี้ซึ่งเป็นผู้ที่ทำหรือเคยทำประโยชน์ต่อประเทศและสังคมหรืออย่างน้อยที่สุดให้กับครอบครัวและชุมชน จำนวนไม่น้อยที่ยังคงมีศักยภาพ คือมีภาวะสุขภาพแข็งแรง ช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นได้ แต่ยังไม่ได้มีการนำศักยภาพของประชากรกลุ่มนี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างที่ควรจะเป็น

ประเด็นกลยุทธ์

ภารกิจท้าทาย..แก้ไขปัญหาเร่งด่วนครบทุกด้าน

1

วัยรุ่นและเยาวชน

การป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในกลุ่มวัยรุ่นและเยาวชนนั้น ควรจะสร้างภูมิคุ้มกัน ด้วยการส่งเสริมให้มีความรู้ ความเข้าใจด้านสิทธิในสุขภาพทางเพศ สิทธิและบริการอนามัยการเจริญพันธุ์ รวมทั้งเรื่องอันตรายของสารเสพติด และแนวทางป้องกัน
2

เอดส์

การลดการติดเชื้อเอชไอวี และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ยังต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องรวมทั้งการเข้าถึงการรักษาพยาบาลของผู้ติดเชื้อพร้อมๆ กับการพิทักษ์สิทธิ และส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้ติดเชื้อและผู้ได้รับผลกระทบโดยไม่เลือกปฏิบัติ
3

การตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อม

การป้องกันและลดปัญหาการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์และการแท้งที่เป็นอันตราย โดยการจัดให้มีบริการให้การปรึกษา เน้นกลุ่มเยาวชนและสตรี เพื่อสามารถตัดสินใจและรับบริการที่มีคุณภาพเหมาะสมกับเหตุและกาล
4

การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและบริการ

การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชากรให้ได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มสตรี กลุ่มผู้ด้อยโอกาส กลุ่มเข้าถึงได้ยาก ทั้งด้วยสภาพพื้นที่และสภาพสังคม รวมถึงกลุ่มที่อยู่ในสถานะไม่มั่นคงนั้น ต้องดำเนินการอย่างมีกลวิธีเพื่อประสิทธิผลที่จะทำให้ประชากรทุกเพศ ทุกวัย ได้เข้าถึงข้อมูล ข่าวสารและบริการด้านอนามัยการเจริญพันธุ์
5

การสร้างการยอมรับและสนับสนุน

สังคมไทยปัจจุบันยังถือว่าอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ของการเปลี่ยนแปลงในหลายๆ ด้าน     ในเรื่องอนามัยการเจริญพันธุ์นั้นยังมีประเด็นที่ถกเถียงกันอยู่มาก การสร้างการยอมรับและสนับสนุน จึงมีความจำเป็นต้องดำเนินการอย่างยิ่งโดยเฉพาะสิทธิอนามัยการเจริญพันธุ์
6

ผู้สูงอายุ

กลุ่มประชากรนี้ยังมีศักยภาพที่จะมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมและประเทศได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างแรงยึดเหนี่ยวแก่สถาบันครอบครัว และช่วยส่งเสริมอนามัยการเจริญพันธุ์ที่เหมาะสมกับประเพณีและวัฒนธรรม และด้วยจำนวนที่เพิ่มขึ้นมากอย่างรวดเร็วนี้จะมีศักยภาพเป็นกำลังสำคัญ หากได้รับการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง
7

การพัฒนาองค์กร

ด้วยสภาวะทางเศรษฐกิจ ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศที่กำลังประสบปัญหา มีผลให้องค์กรต้องประสบกับความเสี่ยงสูงต่อการขาดความต่อเนื่องของแหล่งทุนสนับสนุนการพัฒนาระบบบริหารจัดการ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง

 







facebook print