หลายคนอาจคุ้นเคยว่าไวรัส HPV (Human Papillomavirus) คือสาเหตุหลักของมะเร็งปากมดลูก ทำให้ผู้ชายส่วนใหญ่ละเลยการฉีดวัคซีนไป แต่ในความเป็นจริง ผู้ชายคือ “พาหะหลัก” และยังเป็นเหยื่อของโรคที่เกิดจากไวรัสชนิดนี้ไม่แพ้กัน

1. ป้องกันมะเร็งที่ “ผู้ชาย” ก็เป็นได้
แม้ผู้ชายจะไม่มีมดลูก แต่ HPV สามารถก่อให้เกิดมะเร็งในจุดอื่นๆ ที่น่ากลัวไม่แพ้กัน ได้แก่
- มะเร็งทวารหนัก ซึ่งพบได้ทั้งในกลุ่มชายรักชายและชายรักหญิง
- มะเร็งองคชาต แม้จะพบไม่บ่อยแต่มีความรุนแรงและส่งผลต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก
- มะเร็งช่องปากและลำคอ ปัจจุบันพบสถิติผู้ชายเป็นมะเร็งกลุ่มนี้เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากการติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Oral Sex)
2. สกัดกั้น “หูดหงอนไก่” ตัวร้าย
เชื้อ HPV สายพันธุ์ 6 และ 11 คือตัวการหลักที่ทำให้เกิด หูดหงอนไก่ บริเวณอวัยวะเพศ ซึ่งติดต่อกันได้ง่ายมาก แม้จะไม่ใช่มะเร็งแต่รักษายาก มักกลับมาเป็นซ้ำ และทำลายความมั่นใจรวมถึงความสุขในชีวิตคู่ไปอย่างมาก

3. ผู้ชายมักเป็น “พาหะ” โดยไม่รู้ตัว
ธรรมชาติของผู้ชายเมื่อติดเชื้อ HPV มักจะ ไม่แสดงอาการ อะไรเลย ทำให้เรากลายเป็นคนแพร่เชื้อไปสู่คู่รักโดยไม่ได้ตั้งใจ การฉีดวัคซีนจึงเป็นการแสดงความรับผิดชอบและช่วยปกป้องคนที่เรารักจากความเสี่ยงมะเร็งปากมดลูกอีกทางหนึ่งด้วย
4. “ถุงยางอนามัย” ป้องกันไม่ได้ 100%
เชื้อ HPV ติดต่อผ่านการสัมผัสผิวหนังต่อผิวหนังบริเวณอวัยวะเพศ ดังนั้นแม้จะสวมถุงยางอนามัย แต่หากมีการสัมผัสบริเวณที่ถุงยางครอบคลุมไม่ถึง ก็ยังมีโอกาสติดเชื้อได้อยู่ดี การมีภูมิคุ้มกันจากวัคซีนจึงเป็นปราการด่านที่มั่นใจได้มากกว่า
ฉีดตอนไหนดีที่สุด
- ช่วงวัยทอง คืออายุ 9-15 ปี ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันได้ดีที่สุด
- ช่วงวัยทำงาน หากยังไม่เคยฉีด สามารถฉีดได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงอายุ 45 ปี แม้จะมีเพศสัมพันธ์แล้ว การฉีดก็ยังช่วยป้องกันสายพันธุ์ที่เรายังไม่เคยได้รับ
ปรึกษาได้ที่ สถานพยาบาลของรัฐ โรงพยาบาลเอกชน และคลินิกเวชกรรม สวท
การฉีดวัคซีน HPV ในผู้ชายไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย แต่คือการลงทุนเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง และเป็นการให้เกียรติคู่รักที่ยั่งยืนที่สุดครับ